คิดอย่างไรให้ ธุรกิจของคุณ “อยู่รอด” ในยุค ดิจิทัล ?

วันนี้เราจะมานำเสนอ บทความหนึ่ง ที่ถูกเขียนไว้ และ น่าสนใจมาก ๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ การปรับแนวความคิด ในการบริหาร ” ธุรกิจ” ให้อยู่รอดได้ ในยุค ” ดิจิทัล “ ซึ่งพอเมื่ออ่านแล้วนี้ ก็รู้สึกว่า เป็นประโชยน์มากๆ สำหรับผู้บริหาร หรือ นักลงทุน หลายๆ คน

โดยในบทความเขียนไว้ว่า….โลกธุรกิจในยุคปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทัน หรือยังทำได้ไม่ดีพอ ก็ถูกกลืนหายไปจากโลกอย่างรวดเร็ว

ลองคิดดูสิว่า…แม้แต่อาณาจักรใหญ่ ๆ ยังไม่อาจต้านทานอำนาจของการเปลี่ยนแปลง และสามารถล่มสลายได้ภายในพริบตา แม้จะ สร้างมาอย่างยาวนาน และ มั่นคงเพียงใดก็ตาม แล้ว นับประสาอะไรกับธุรกิจเล็ก ๆ ของเราที่กำลังโดนล้อมหน้าล้อมหลัง ในสงครามธุรกิจที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่ง

ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน เข้าสู่โลก ดิจิทัล อย่างเต็มตัว

มื่อ ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีหลายอุตสาหกรรม ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย อย่างวงการเพลงเองก็ต้องเปลี่ยน จากการขายอัลบั้มมาเป็นการทัวร์คอนเสิร์ต หรือจัด Event ต่าง ๆ แทน ส่วนนิตยสารดัง ๆ ที่ก่อตั้งมาเนิ่นนานตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็เริ่มทยอยปิดตัวลงไปทีละฉบับ หรือ บางฉบับก็ต้องปรับตัวโดยการย้ายมาอยู่ใน Website หรือ อินเทอร์เน็ตกันหมด แม้กระทั่งธุรกิจที่ดูจะมั่นคง มีหน้ามีตาอย่างธนาคาร ซึ่งมีทั้งสาขาเล็กและใหญ่ โดยหลาย ๆ สาขาเองก็ยังทยอยปิด ทยอยลดสาขาลง จนปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 25% ของจำนวนที่เคยมี เพราะ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็หันไปเลือกใช้ช่องทางที่สะดวกสบายกว่าและใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา อย่าง Internet Banking แทน

ในอนาคตอันใกล้นี้กลุ่ม Generation Y และ Z จะกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากกว่า 50% ของประเทศ เพราะ พวกเขาจะเติบโตเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรง และอย่างที่เราพอจะทราบกันดีว่า คนกลุ่มนี้คุ้นชินกับการจับจ่ายใช้สอยผ่านสมาร์ตโฟน หรือ อินเทอร์เน็ต แม้แต่กลุ่ม Generation อื่น ๆ เองก็ต้องปรับตัวหันมาใช้สมาร์ตโฟนกันมากขึ้น ดังนั้น การทำธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยตามไปด้วย

หากใครยังมองไม่เห็นภาพว่า เราควรจะต้องเริ่มปรับตัวไปในทิศทางทางใด ก็อาจจะต้องลองเริ่มมองจาก 4 แนวทางต่อไปนี้

1)  จาก Vision > เปลี่ยนเป็น Digital Idea

แต่เดิมการวางแผนงานล่วงหน้า 10 ปี เป็นสิ่งที่ธุรกิจจำเป็นต้องทำ แต่ ในปัจจุบันนี้ การวางแผน 2 ปี อาจจะดูยาวนานเกินไปเสียด้วยซ้ำ เนื่อง จากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุก ๆ วินาที ในทุก ๆ ครั้งที่เราหายใจ ใครที่เร็วกว่า ใครที่แม่นยำกว่า นั่นแหละคือ “ผู้ชนะ” เพราะฉะนั้นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเติบโตได้ในยุคนี้ จึงต้องเป็นธุรกิจที่มีการวางแผนที่ยืดหยุ่น คือ สามารถวางแผนและปรับเปลี่ยนแผนใหม่ เพื่อ ให้ก้าวนำโลกและตามทันโลกได้ทุกวัน

คนที่มัวแต่มองหาที่ตั้งห้างสรรพสินค้า หรือ Community Mall แห่งใหม่ และต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท กับ ระยะเวลาอีกนานนับสิบ ๆ ปีกว่าจะได้กำไร แต่ กับอีกคนที่สร้าง Application ดี ๆ อย่าง Instagram โดยใช้เวลาในการสร้างเพียงแค่ 2 ปี ด้วยพนักงานเพียงแค่ 13 คน กลับสามารถขายกิจการให้กับ Facebook และได้รับเงิน 30,000 ล้านบาท สบายไปตลอดชีวิต แบบไม่ต้องออกแรงเยอะ เพียงแค่มี Digital Idea

2) จาก Strategy > เปลี่ยนเป็น Digital Strategy

นักวางกลยุทธ์ยุคเก่าอาจต้องยอมรับว่า กลยุทธ์แบบเดิมที่เคยใช้ได้ดี อาจจะใช้ไม่ได้ผลในยุคนี้ เนื่องจากกลุ่มคน ความคิด ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ และเครื่องมือในการสร้างธุรกิจนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างถูกย้ายมาอยู่ในดิจิทัลเกือบจะทั้งหมด ดังนั้น สิ่งที่นักวางกลยุทธ์ยุคนี้ต้องทำ คือ การเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านั้นให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้กลยุทธ์ที่เฉียบคมและพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

กว่า ที่เราจะเดินไปธนาคาร กว่าจะต่อคิว กว่าจะได้โอนเงิน เราต้องใช้เวลากว่า 30 นาที แต่ปัจจุบันนี้มี Application ช่วยให้คุณโอนเงิน และทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที หรือในอดีตเวลาจะจองโรงแรมในต่างประเทศแต่ละครั้งก็ต้องหาชื่อในสมุดหน้าเหลือง จากนั้นก็ต้องโทรไปจอง กว่าจะได้โรงแรมก็หมดเวลาไป 3 วัน แต่พอมาเจอ Agoda.com / Booking.com / hotels.com / tripadvisor.com รวมทั้ง Trivago และสารพัด Application ในการจองโรงแรมทุกอย่างก็ดูง่ายดาย เพียงคลิก จอง จ่าย คุณก็จะได้โรงแรมที่ชอบภายในเวลาไม่กี่นาที

คุณรู้ไหมว่า รายได้การจองโรงแรมผ่านทุก Application รวมกันมากถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี สมมติว่า แต่ละ Application ได้รับค่า Fee ขั้นต่ำ 5% จากยอดสองแสนล้านบาทต่อปี นั่นก็แสดงว่าจะมีรายได้  เหยียบหมื่นล้านบาท โดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างอาณาจักรเหมือนธุรกิจรุ่นพ่อเรา

3) จาก Traditional Sales > เปลี่ยนเป็น Digital Platform

การวางแผนธุรกิจแบบเก่าอาจจะล้าสมัยเกินไป การวิเคราะห์รายละเอียดต่าง ๆ ของธุรกิจ ทั้งตัวลูกค้า จุดแข็ง และ จุดอ่อนของเราอาจเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การยึดติดกับแผน หรือวิธีการแบบเดิม อาจจะดูไร้ประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ ถึง เวลาที่เราต้องยอมรับแล้วว่า ทุกวันคือการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ  ดังนั้น เราจะเลือกปรับตัวให้ก้าวทัน หรือ จะยอมจำนนให้กับโลกที่เปลี่ยนไป

แผนงานขายในโลกเก่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลายเป็นล้าสมัยไปทันที เพราะ ทุกอย่างเปลี่ยนเป็น Digital Platform ไปหมด อย่างเช่น การเรียกแท็กซีแบบเดิมถูก Grab Taxi เข้ามาถล่มด้วย Digital Platform หรือ การซื้อเสื้อผ้าแบบที่ต้องไปลองตามห้างสรรพสินค้า ได้เปลี่ยนเป็นการซื้อเสื้อผ้าผ่าน Online โดยเฉพาะกับคน Gen Y ที่แม้ไม่ได้ลองเสื้อผ้าก็สามารถคลิกสั่งซื้อและจ่ายเงินได้ในทันที

4) จาก Brand Strategy > เปลี่ยนเป็น Digital Brand Strategy

กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์เองก็เช่นกัน หากเรายังใช้กลยุทธ์เดิมที่สอนกันต่อ ๆ มาตั้งแต่หลายสิบ ปีก่อน แบรนด์ของเราก็อาจเติบโตได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ และ ไม่สามารถติดตลาดในยุคนี้ได้ เช่น การวางแผนสร้างแบรนด์ ด้วย สื่อ TV หนังสือพิมพ์ ป้ายบิลบอร์ด ติดโฆษณาในลิฟท์ ในห้างสรรพสินค้า กลายเป็นเรื่องที่ไม่เวิร์กแล้ว เพราะคนไม่เงยหน้ามองลิฟท์ มัวแต่จ้องโทรศัพท์วันละ 4 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมาถอดรื้อโครงสร้าง ปรับวิธีคิดในการสร้างแบรนด์กันใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้อง กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน

“เพราะธุรกิจที่ปรับตัว คือ ธุรกิจที่อยู่รอด”

เป็นบทความที่เรียกได้ว่า สามารถอธิบายเรื่องราวการเปลี่ยนแนวคิดได้เห็นภาพมากๆ ดังนั้น เราเชื่อว่า เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบแล้ว จะนำความรู้เหล่านี้ มาปรับใช้กับการทำธุรกิจของคุณให้ประสบความสำเร็จ ในยุค ดิจิทัล กันมากขึ้น นะคะ

ที่มาของข้อมูล : https://www.brandbuffet.in.th


ข่าวสาร แนะนำ

Digital Transformation : เจาะลึกกระบวนการพลิกโฉมธุรกิจ

One thought on “คิดอย่างไรให้ ธุรกิจของคุณ “อยู่รอด” ในยุค ดิจิทัล ?

Comments are closed.